เสาเข็มคอนกรีต, เสาเข็มไอ, เสาเข็มสี่เหลี่ยม, เสาเข็มเหลี่ยม

รับตอกเสาเข็ม ตอกเสาเข็มคอนกรีต เสาเข็มไอ เสาเข็มสี่เหลี่ยม และเสาเข็มเหลี่ยม พร้อมให้คำแนะนำและประเมินราคา ตอกเสาเข็ม อย่างมืออาชีพ

Wongwai Piling
รับตอกเสาเข็ม ตอกเสาเข็มคอนกรีต เสาเข็มไอ
Follow :
ผลงานตอกเสาเข็ม เสาเข็มไอ เสาเข็มเหลี่ยม ปั้นจั่นตอกเสาเข็ม
SHARE :
เราจะทราบได้อย่างไร? ว่าที่ดินของเราต้องตอกเสาเข็มลึกกี่เมตร
เราจะทราบได้อย่างไร? ว่าที่ดินของเราต้องตอกเสาเข็มลึกกี่เมตร
เวลาจะสร้างบ้าน ต่อเติมอาคาร หรือทำโรงงาน คำถามแรก ๆ ที่เจ้าของบ้านและผู้รับเหมามักจะนึกถึงคือ

เวลาจะสร้างบ้าน ต่อเติมอาคาร หรือทำโรงงาน คำถามแรก ๆ ที่เจ้าของบ้านและผู้รับเหมามักจะนึกถึงคือ "ต้องใช้เสาเข็มลึกกี่เมตร?" เพราะการ ตอกเสาเข็ม คือรากฐานที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของอาคาร หากเลือกสั้นไป บ้านก็เสี่ยงทรุดเอียง แต่ถ้าเลือกยาวเกินความจำเป็น ก็จะทำให้งบบานปลายโดยใช่เหตุ

แล้วเราจะมีวิธีเช็กหรือทราบได้อย่างไรว่าหน้างานของเราต้องใช้เสาเข็มลึกเท่าไหร่ และควรเลือกใช้ เสาเข็มเหลี่ยม หรือ เสาเข็มไอ แบบไหนถึงจะคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด? นี่คือวิธีหลักที่วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญใช้ในการประเมินครับ

1. การทำ Soil Test (การเจาะสำรวจชั้นดิน) — วิธีที่แม่นยำที่สุด

หากเป็นอาคารขนาดใหญ่ บ้านหลายชั้น หรือโรงงานที่มีเครื่องจักรหนัก วิศวกรจะไม่เดาความลึกเด็ดขาด แต่จะแนะนำให้ทำ Soil Test (Soil Boring Test) ก่อนทำการวางระบบ ปั้นจั่น ตอกเสาเข็ม เข้าหน้างาน

Soil Test คืออะไร? คือการใช้เครื่องมือเจาะลงไปในดินเพื่อเก็บตัวอย่างดินในแต่ละระดับความลึกมาเข้าห้องแล็บ วิธีนี้จะทำให้เราได้รายงาน (Soil Report) ที่บอกชัดเจนว่า ชั้นดินเหนียวหมดที่กี่เมตร ชั้นทรายเริ่มที่ตรงไหน และดินรับน้ำหนักได้กี่ตันต่อตารางเมตร ทำให้วิศวกรโครงสร้างสามารถคำนวณความลึก รวมถึงเลือกประเภทของ เสาเข็มคอนกรีต ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น เสาเข็มไอ ที่นิยมใช้ทั่วไป หรือ เสาเข็มสี่เหลี่ยม สำหรับงานที่ต้องการรับแรงบิดสูงได้อย่างแม่นยำ 100% ปลอดภัย

วิธีนี้ค่อนข้างให้ผลที่แม่นยำ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม โดยปกติการทำ soil test จะมีค่าใช้จ่ายที่ประมาณ 15,000 บาทต่อการเจาะ 1 หลุม ยิ่งเราเจาะหลายหลุม ก็จะทำให้เห็นพื้นที่ใต้ดินได้มากขึ้นเท่านั้น (โครงการใหญ่ๆ จะเจาะกัน 3-5 หลุม) แต่จะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการประเมิน ราคา ตอกเสาเข็ม ในภาพรวม

2. วิธีบ้านๆ แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

คือการสอบถามข้างบ้าน หรือเทศบาล/อบต. ในพื้นที่ จะสามารถประมาณการชั้นดินคร่าวๆ ได้ แต่วิธีนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะดินในแต่ละที่ แม้อยู่ในแปลงติดกัน ก็อาจมีความลึกไม่เท่ากัน วิธีนี้แม้ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะประเมินความยาวเสาเข็มผิดพลาด ทำให้สั่ง เสาเข็มเหลี่ยม หรือเสาเข็มประเภทอื่นมาผิดขนาด ยาวกว่าที่ต้องการ หรือแย่กว่านั้น คือเสาที่สั่งมาสั้นเกินไป

เจาะลึกเรื่อง Soil Test (Soil Boring Test)

คือ การเจาะสำรวจและเก็บตัวอย่างดินในหน้างานก่อนทำการ ตอกเสาเข็ม ลงไปในระดับความลึกที่กำหนด (ส่วนใหญ่อยู่ที่ 20 - 40 เมตร ขึ้นอยู่กับพื้นที่และประเภทอาคาร) เพื่อนำตัวอย่างดินในแต่ละชั้นความลึกไปทดสอบในห้องปฏิบัติการ (Laboratory Test)

ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกสรุปออกมาเป็น "รายงานผลการสำรวจชั้นดิน" (Soil Boring Log) ซึ่งจะบอกรายละเอียดที่สำคัญมาก ๆ 3 ประการ เพื่อนำไปเลือกขนาดของ เสาเข็มคอนกรีต คือ:

  1. ประเภทของดิน: บอกว่าในแต่ละระดับความลึกเป็นดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง หรือชั้นทราย

  2. ความหนาของแต่ละชั้นดิน: ทำให้รู้ว่าชั้นดินแข็งหรือชั้นทรายที่เหมาะจะวางปลาย เสาเข็มสี่เหลี่ยม หรือ เสาเข็มไอ เริ่มต้นที่ความลึกกี่เมตร

  3. กำลังรับน้ำหนักของดิน (Soil Bearing Capacity): ค่าแรงเฉือนและค่านั่งหนักที่ดินสามารถรองรับได้อย่างปลอดภัย

4 ขั้นตอนการทำ Soil Test หน้างานจริง

วิศวกรปฐพีกลศาสตร์ (Geotechnical Engineer) จะดำเนินการตามมาตรฐานสากล (เช่น ASTM) โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ครับ

1. การเจาะสำรวจ (Boring): ขั้นตอนหน้างาน

ใช้เครื่องเจาะสำรวจชั้นดิน (Drilling Rig) เจาะลงไปในแนวคอร์ เพื่อดูความเหมาะสมก่อนสรุปประเภท เสาเข็มเหลี่ยม หรือเสาเข็มประเภทอื่นๆ โดยส่วนใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเจาะลึกประมาณ 20-30 เมตร เพื่อให้ทะลุชั้นดินเหนียวไปถึงชั้นทรายชั้นแรก หรือชั้นทรายชั้นที่สอง

2. การทดสอบตอกทะลุทะลวงมาตรฐาน (SPT): เก็บข้อมูลหน้างาน

ระหว่างที่เจาะ จะมีการทำ Standard Penetration Test (SPT) โดยการปล่อยลูกตุ้มเหล็กหนัก 63.5 กิโลกรัม ตกกระแทกท่อตัวอย่างลงไปในดิน แล้วนับจำนวนครั้งในการตอก (เรียกว่า Blow Count หรือค่า N-Value) เพื่อประเมินความหนาแน่นของดิน

3. เก็บตัวอย่างดิน (Soil Sampling): ซีลสูญญากาศ

เก็บตัวอย่างดินขึ้นมาจากความลึกต่าง ๆ แบ่งเป็น ดินเหนียว และ ดินทราย จากนั้นจะทำการเคลือบพาราฟินหรือซีลอย่างดีเพื่อรักษาความชื้นตามธรรมชาติไว้ ก่อนส่งเข้าห้องแล็บ

4. ทดสอบในห้องปฏิบัติการ (Lab Test): สรุปรายงาน

นำดินเข้าห้องแล็บเพื่อหาค่าความหนาแน่น, ค่าความชื้น, แรงเฉือน และการทรุดตัว จากนั้นวิศวกรจะนำค่าทั้งหมดมาคำนวณและออกรายงาน Soil Report พร้อมเซ็นรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.)

ทำไมต้องทำ Soil Test? ไม่ทำได้ไหม?

หลายคนอาจมองว่าการทำ Soil Test มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ประมาณ 15,000 - 30,000 บาท ต่อจุด ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความลึก) จึงอยากข้ามขั้นตอนนี้ไป แต่ในความเป็นจริง การตรวจสอบชั้นดินให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและช่วยประหยัด ราคา ตอกเสาเข็ม ในระยะยาวได้ดีกว่ามากครับ:

  • ป้องกันโครงสร้างทรุดเอียงแบบถาวร: หากเราเดาความลึกเสาเข็ม แล้วปลายเสาเข็มไปหยุดอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อน เมื่อเวลาผ่านไป อาคารจะเกิดการทรุดตัว (Settlement) บ้านจะแตกร้าว เอียง และพังทลายลงมา ซึ่งค่าซ่อมแซมบ้านทรุดภายหลังนั้นแพงกว่าหลายสิบเท่า

  • ประหยัดงบค่าเสาเข็ม (Overdesign): หากไม่มีข้อมูลดิน วิศวกรจำเป็นต้องออกแบบให้ "เผื่อเหลือเผื่อขาด" ไว้ก่อน เช่น สั่ง เสาเข็มคอนกรีต ที่ยาวหรือหน้าตัดใหญ่เกินจริง แต่ถ้ามีผล Soil Test วิศวกรจะเลือกได้เลยว่าหน้างานนี้ใช้แค่ เสาเข็มไอ หรือต้องใช้ เสาเข็มสี่เหลี่ยม หน้าตัดเท่าไหร่ ทำให้คำนวณความลึกได้พอดีเป๊ะ ไม่ต้องจ่ายค่าเสาเข็มและค่าแรงตอกเกินความจำเป็น

  • ถูกต้องตามกฎหมาย: สำหรับการก่อสร้างอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ หรือโรงงาน กฎหมายควบคุมอาคารบังคับว่าต้องแนบผลเจาะสำรวจชั้นดินควบคู่ไปด้วย

 รู้หรือไม่? ดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ละเขตมีความลึกของชั้นทรายไม่เท่ากัน เช่น แถบดอนเมือง-รังสิต อาจเจอชั้นทรายที่ความลึก 16-18 เมตร แต่ถ้าขยับไปแถบสมุทรปราการ-พระประแดง อาจต้องเจาะลึกถึง 24-28 เมตร ดังนั้น การเลือกขนาดเสาเข็มและการคำนวณ ราคา ตอกเสาเข็ม จึงจำเป็นต้องอ้างอิงข้อมูลของแต่ละหน้างานโดยเฉพาะ

เพิ่มเติมอื่นๆ